หลังจากขุดDVD รีบอร์นที่ซื้อดองเค็มตั้งแต่น้ำท่วมปีที่แล้วออกมาดู เกิดติดใจคู่นี้ขึ้นมากระทันหัน เลยเอามานั่งแต่งสนองตัญหาตัวเอง ซึ่งตอนแรกที่คิดไว้คือพวกจิตๆสองตนมานั่งคุยเรื่องผลประโยชน์ลับหลังชาว บ้านประมาณ 'รั่วๆฮาๆ' แต่ไปๆมาๆเนื้อเรื่องมันเปลี่ยนแนวแทบจะทุกบรรทัดที่เขียน ซึ่งก็พยายามเขียนไม่ให้หลุดคาแรคเตอร์ ก็...หวังว่าคงออกมา ไม่เลวร้ายจนเกินไป  ซึ่งก็หวังว่าคงจะถูกผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะฮะ แหะๆ ^^''

===========================================

Title: Instinct
Paring: VerdexViper
Rate : PG
Warning: sweet psycho (?)
Timeline :
After Arcobaleno Test (anime target 153)

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

หากมีบางสิ่งเกิดขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ…เรียกว่าเป็นความบังเอิญ

หากมีความบังเอิญเกิดขึ้นมาจากบางสิ่ง…เรียกว่าเป็นการกระทำ

หากมีบางสิ่งเกิดขึ้นมาจากการกระทำ…เรียกว่าเป็นความจงใจ

...

 

“น่าแปลกนะ ที่นายอุตส่าห์ลงทุนโทรศัพท์ข้ามประเทศมาหานอกจากเรื่องงาน…มันผิดวิสัยน่ะ” เวลเด้พูดด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิง เพราะอีกฝ่ายไม่ชอบใช้โทรศัพท์พร่ำเพรื่อ จึงทำให้ส่วนมากมักจะใช้วิธีส่งข้อความผ่านทางอีเมล์เป็นหลัก น้อยครั้งที่จะได้พูดคุยกันเป็นกิจจะลักษณะแบบนี้


“ถ้าสงสัย แล้วทำไมไม่ลองคิดดูล่ะว่าฉันโทรมาหาด้วยเรื่องอะไร” ปลายสายเอ่ยย้อนถามกลับเป็นปริศนา ทำเอาเวลเด้อดไม่ได้ที่จะมองใบหน้าคู่สนทนาผ่านทางหน้าจอโทรศัพท์ ไวเปอร์หรือชื่อที่ใช้อยู่ตอนนี้คือมามอน อัลโกบาเลโน่แห่งสายหมอกผู้ลึบลับและเป็นปริศนา มีเพียงเส้นผมสีม่วงดูแปลกตาและสัญลักษณ์บนแก้มทั้งสองข้างที่โผล่พ้นออก มานอกชุดคลุมสีดำที่ปกคลุมทั่วร่าง หากไม่เคยรู้จักกันมากันมาก่อน มีผ้าคลุมปิดหน้าแบบนั้น แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นใครน่ะ

“นั่นสิ…เรื่องอะไรกันนะ...?” เขาแกล้งย้อนถาม ทั้งที่ในใจรู้คำตอบดีอยู่แล้ว ตั้งแต่ได้รับโทรศัพท์จากคนตรงหน้า สมองซีกซ้ายและขวาของเขาก็ประมวลผลได้ข้อสรุปออกมาอย่างรวดเร็วถึงเหตุการณ์ บททดสอบของอัลโกบาเลโน่ที่พึ่งจบลงเมื่อไม่นานนี้การทดสอบที่ทำรุนแรงเกิน กว่าเหตุอันควร ทั้งยังเป็นการทดสอบที่ถูกมองว่ามีเป้าหมายคิดจะกำจัดอัลโกบาเล่โน่ทั้งหมด ไปแล้วเสียด้วย และนี่คงเป็นสาเหตุให้อีกฝ่ายลงทุนโทรศัพท์ข้ามประเทศติดต่อมา เพื่อขอคำอธิบายและเหตุผลสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถึงในสมองจะมีคำพูดที่เรียบเรียงเอาไว้แล้ว แต่ไม่รู้จะเริ่มอธิบายจากตรงไหน ไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายยังไง สำหรับความอยากรู้อยากเห็นซึ่งถือได้ว่าเป็นสัญชาตญาณของนักวิทยาศาสตร์ และนั้นก็คือเหตุผลสำหรับเรื่องราวเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งหมดที่เกิดขึ้น เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดา ที่อีกฝ่ายจะไม่เข้าใจเรื่องสัญชาตญาณของนักวิทยาศาสตร์ และก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เข้าใจได้ด้วย
 

“จะต้องให้เตือนความจำมั้ยล่ะ…แต่ฉันว่านายรู้คำตอบอยู่แล้วล่ะว่านายทำ อะไรลงไปบ้างน่ะ เวลเด้” ไวเปอร์ทำเสียงขุ่นขณะจ้องมองดูคู่สนทนาผ่านหน้าจอโทรศัพท์ที่มองมายังเขา ด้วยดวงตาสีเขียวเป็นประกายส่อแววท้าทายกวนประสาทแล้วแสยะยิ้มออกมาด้วยท่า ทางมั่นอกมั่นใจว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกเสมอ จนอดรู้สึกโมโหอีกฝ่ายขึ้นมาไม่ได้ ทั้งๆที่ตัวเขาเป็นผู้เสียหายแท้ๆ

“แล้ว…ที่โทรมานี่ก็เพื่อจะบอกว่านายโกธรฉันว่างั้นเถอะ” เวลเด้สรุปคำพูดของอีกฝ่ายด้วยสีหน้าราวกับคาดเดาเอาไว้แล้วว่าจะต้องได้รับ ปฏิกิริยาตอบกลับแบบนี้ ทำเอาไวเปอร์ถอนหายใจเฮือกใหญ่รู้สึกยอมจำนนต่ออีกฝ่ายอย่างไม่รู้สาเหตุ

 “…ใช่ ฉันโกธร” ไวเปอร์ตัดบทเอาดื้อๆ ไม่มีท่าทีขุ่นเคืองใจในสีหน้าและน้ำเสียง ทำให้เวลเด้ประหลาดใจอยู่ครู่นึง ก่อนจะเผยอยิ้มกว้าง ราวกับกำลังสนุกกับปฏิกิริยาที่แสดงออกมาของอีกฝ่าย

“โกธรเรื่องไหนล่ะ…โกธรเรื่องที่ฉันคิดกำจัดอัลโกบาเล่โน่…หรือว่าโกธรเรื่องที่ตัวเองถูกนับเหมารวมไปด้วยน่ะ”
รอยยิ้มขบขันเผยออกมาทันควัน เมื่อเห็นอีกฝ่ายอยู่ในอาการพูดไม่ออกหลังโดนดักคอได้ตรงประเด็นสุดๆ ถึงจะฟังดูเห็นแก่ตัวไปหน่อย แต่ไวเปอร์เองก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องอัลโกบาเลโน่คนอื่นมาตั้งแต่ต้น ถ้าไม่อย่างนั้นคงไม่ผนึกสัญญาณจุกนมอัลโกบาเล่โน่ แล้วทำตัวเองให้หายสาบสูญเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้หรอก

“…เรื่องแบบนั้น…ไม่เห็นเกี่ยวกันเลย…แต่ไม่สิ…จะว่าไม่เกี่ยวก็ไม่ได้ เพราะฉันเองก็เกือบเอาตัวไม่รอดเหมือนกัน!!” เมื่อเจอคำว่าตอนท้ายของไวเปอร์เข้าไป ทำเอาอีกฝ่ายถึงกับอึ้งสนิท พูดไม่ออกไปสามวิก่อนที่จะหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน ทั้งที่ถูกไล่ต้อนจนมุมแล้วแท้ๆ แต่พอตั้งสติได้ก็ทำท่าโวยวายพยายามหาเรื่องเล่นงานเขาให้ได้ไม่ทางใดก็ทาง หนึ่ง เป็นคนที่ไม่ยอมให้ใครมาเอาเปรียบแล้วก็ไม่ยอมเสียเปรียบให้ใคร สมกับเป็นไวเปอร์จริงๆ

“ไม่ต้องโกธรขนาดนั้นก็ได้ ลองคิดดูนะ ถ้าฉันคิดจะฆ่า ทำไมนายถึงยังมีชีวิตอยู่ล่ะ…” คำถามของเวลเด้ทำให้ไวเปอร์ใจเย็นได้อย่างประหลาด ก่อนจะนิ่งคิดตามที่อีกฝ่ายบอก ถ้าเป็นภาพมายาที่สมบูรณ์แบบการจะหลอกเครื่องจักรให้หลงกลก็ทำได้ไม่ยาก แต่ภาพมายาที่สร้างขึ้นลวกๆในเวลาคับขันไม่มีทางที่สุดยอดเทคโนโลยีของคนตรง หน้าจะตรวจจับไม่ได้ นอกเสียจากว่าอีกฝ่ายไม่ได้เอาจริง

“เรื่องทุกอย่างมันก็แค่การทดลอง ขืนเกิดมีใครตายขึ้นมา มันก็เป็นโศกนาฏกรรมน่ะสิ” เวลเด้ขยับรอยยิ้มเหมือนจะรู้ทันความคิดของอีกฝ่าย เอาเข้าจริงๆแล้ว ต่อให้เป็นในกรณีที่อัลโกบาเล่โน่ทุกคนถูกจับระเบิดตัวเองโดยที่ไม่มีภาพ มายาเข้ามาช่วย เขาก็ไม่คิดว่าแรงระเบิดแค่นั้นจะทำอะไรอัลโกบาเล่โน่พวกนั้นได้หรอกนะ แต่เพื่อความไม่ประมาท เขาเลยปรับลดแรงระเบิดให้ต่ำลงมา ที่ทำก็แค่ทดสอบระบบระเบิดตัวเองแบบฉุกเฉินเท่านั้นเอง


“ทุกอย่างอยู่ในการคำนวณของนายสินะ เวลเด้…” ไวเปอร์เปรยๆด้วยน้ำเสียงแสดงความเซ็งออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง ทำไมเขาจะต้องไปสนใจเจ้านักวิทยาศาสตร์บ้าหลักการ บ้าคำนวณแถมยังไร้มนุษย์สัมพันธ์อย่างร้ายกาจคนนี้ด้วยล่ะ ถ้าไม่ติดว่ามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่มีทางที่เขาจะติดต่อหาอีกฝ่ายอยู่แล้ว...นอกเสียจากว่าอีกฝ่ายจะเป็นคน ติดต่อเข้ามาเอง


“จะถือว่านั้นเป็นคำชมก็แล้วกัน ว่าแต่…ฉันคิดว่านายคงไม่ลงทุนโทรศัพท์ข้ามประเทศมาเพื่อต่อว่าเรื่องนี้ เท่านั้นสินะ ไวเปอร์”  เวลเด้ถามตรงประเด็นเข้าเรื่องธุระของอีกฝ่ายทันที ทำเอาไวเปอร์ชะงักไปเล็กน้อย เหมือนอึ้งที่ถูกถามกะทันหันโดยไม่ทันได้ตั้งตัว


“…นาย…ไม่คิดเรื่องแก้คำสาป…จริงๆเหรอ” ปลายสายถามเสียงสั่น จนเวลเด้สังเกตได้ ในบรรดาอัลโกบาเล่โน่ ก็มีทั้งพวกที่ไม่พอใจในคำสาปแต่ก็พยายามปรับตัวใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมัน แล้วก็มีไวเปอร์ ที่มุ่งมั่นหาวิธีแก้คำสาปอย่างเป็นบ้าเป็นหลัง แล้วก็พวกไม่สนใจเรื่องคำสาปแบบตัวเขาด้วย

“…ถ้าจะบอกว่าไม่สนใจเลย มันก็ไม่ใช่ แต่มันยังมีเรื่องอื่นที่น่าสนใจให้ทำมากกว่าเรื่องนี้น่ะนะ” เวลเด้พูดตามที่ตัวเองคิด ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ถ้าไม่นับอัลโกบาเล่โน่นภา อัลโกบาเล่โน่สายหมอกก็มีปัญหาจากเรื่องคำสาปเข้ามาเกี่ยวข้อง ถึงจะไม่เกี่ยวกับสภาพร่างกายหรือพละกำลัง แต่การที่ถูกสาปเป็นเด็กทารก ก็มีส่วนทำให้พลังจิตอ่อนแรงลง ซึ่งสำหรับผู้ใช้พลังจิตในโลกมาเฟียก็ไม่ต่างอะไรกับเป็นเหยื่อรอให้ถูก เชือด เพราะเหตุนั้นมามอนเชนจึงได้ถือกำเนิดขึ้น เพื่อทำตัวเองให้สาบสูญไป

“งั้นเหรอ…ทั้งที่คิดว่าจะใช้สติปัญญาของนายหาทางแก้คำสาปซักหน่อย แต่ถ้านายไม่สนก็ช่วยไม่ได้ น่าเสียดายนะ…” ไวเปอร์โกหกหน้าตายจนเวลเด้รู้สึกทึ่งในความสามารถขึ้นมา แม้ว่าเมื่อกี้เขาอาจจะพูดทำร้ายจิตใจของอีกฝ่ายไปแล้วก็เถอะ…


“ก็นะ…คำสาปทำให้ร่างกายเป็นเด็กทารก ถึงมันจะทำให้ไม่สะดวกในหลายๆเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ถือว่าเลวร้ายอะไรเท่าไหร่ นายไม่คิดแบบนั้นบ้างรึ ไวเปอร์” เวลเด้พูดเสียงเรียบสนิทเป็นการหยั่งเชิง อยากรู้…ความรู้สึกที่แท้จริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้ผ้าคลุมที่ปกปิดใบหน้าและตัว ตนจากทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งที่ควรจะเป็นแบบนั้น ทั้งที่ตัดขาดกับอัลโกบาเล่โน่ทั้งหมด…แต่อีกฝ่ายก็เลือกที่จะยังติดต่อกับ เขาอยู่ ถึงจะเป็นการติดต่อเฉพาะเรื่องงานอย่างเดียวก็เถอะ จะคิดเข้าข้างตัวเองได้มั้ยว่าอีกฝ่ายเห็นเขาเป็นคนพิเศษน่ะ

 
“นายไม่รู้หรอกว่าฉันต้องเจออะไรมาบ้าง! ร่างกายแบบนี้มันลำบากแค่ไหน! แล้วจะให้คิดแบบนั้นได้ไงล่ะ!!” ไวเปอร์พลั้งปากพูดไปด้วยความหงุดหงิดโดยไม่ยั้งคิด แม้เวลเด้จะทำเป็นเฉยแต่ดวงตาส่อแววเป็นประกายระยิบระยับ ราวกับรอให้เขาแสดงปฏิกิริยาแบบนี้ออกมาตั้งแต่ต้น และนั้นก็ทำให้เขานึกเสียใจที่เผลอแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองให้อีก ฝ่ายได้รับรู้

“อืม…ถ้าเป็นอย่างนั้น ฉันจะลองคิดดูก็ได้เรื่องวิธีแก้คำสาปน่ะ” เวลเด้เสนอยิ้มๆ ไวเปอร์เงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยอาการงุนงงในความใจดีแบบแปลกๆของอีกฝ่าย

“อย่ามองหน้ากันแบบนั้นสิ…ถึงฉันบอกว่าจะหาวิธี แต่ก็ไม่ได้รับปากหรอกนะว่าจะสำเร็จ” เขาถือคติ อย่ารับปากเรื่องสำคัญกับคนอื่น ถ้าไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำสำเร็จ ไม่งั้นจะผิดหวังเสียความรู้สึกด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องผิดหวัง มันเป็นความรู้สึกแปลกๆ ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน

“...นี่นายพูดจริงหรือ” ไวเปอร์เปรยเหมือนไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน เวลเด้หันมามองเขาแล้วก็ยิ้มให้อย่างจริงใจเป็นครั้งแรก

“ซักวันฉันจะหาวิธีคลายคำสาปให้นายเอง”


“…ทำไม…จู่ๆ…เอ่อ…ถึงคิดจะช่วยฉันล่ะ…แถมยังรับปากเรื่องคำสาปอีก…มันไม่ใช่ นิสัยของนายไม่ใช่เหรอ…” ไวเปอร์พึมพำแล้วก้มหน้างุดพยายามหลบหน้าอีกฝ่ายเอาดื้อๆ ซึ่งตอนนี้คนมองอย่างเวลเด้ต้องลอบอมยิ้มกว้าง เป็นครั้งแรกที่ความรู้สึกของเขาไวกว่าสติ ถึงจะเป็นคำพูดเพียงไม่กี่คำที่พูดขึ้นโดยไม่มีเหตุผลใดๆมารองรับ ไม่มีสัญชาตญาณของนักวิทยาศาสตร์หรือการคำนวณใดๆมารับรองว่าจะสำเร็จ แต่เขารู้สึกต้องการทำตามที่พูดให้สำเร็จจริงๆ


“ฉันชอบนาย…มันก็แค่นั้นแหล่ะ” ใบหน้าไวเปอร์ขึ้นสีจัด คำพูดที่ไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะพูดทำให้เขาเกิดความอายมากกว่าจะแปลกใจ นักวิทยาศาสตร์ที่วันๆเอาตัวหมกตัวอยู่แต่ในห้องทดลองไม่สนใจเรื่องรอบตัว จู่ๆมาบอกว่าชอบเขา แค่คำพูดน่ะใครๆก็พูดได้ ปัญหามันอยู่ที่ความรู้สึกต่างหาก แล้วตัวเขาเองรู้สึกยังไงกับอีกฝ่ายยังไงล่ะ…

“เฮอะ…สมองของนายมันเพี้ยนไปแล้วหรือยังไง? เอาเป็นว่าเรื่องคำสาป…นายตกลงรับปากแล้ว…อย่าคิดเบี้ยวล่ะ…แค่นี้นะ” ยังไม่ทันได้คำตอบฝั่งนั้นก็ชิงตัดสายไปเสียก่อน…ทิ้งให้เวลเด้ต้องขยับรอย ยิ้มอ่อนใจแต่ก็สนุกอยู่ในที

“…หนีไปซะแล้ว…เอาเถอะเรื่องคำตอบไว้คราวหน้าก็ได้…ยังไงก็ไม่ได้รีบอยู่ แล้ว…” ตราบใดที่ยังหาวิธีแก้คำสาปไม่ได้ ยังไงก็ต้องได้คุยกับอีกฝ่ายอยู่แล้ว…การที่รู้ตัวว่ารู้สึกยังไงกับใครสัก คนมันเป็นเรื่องที่ซับซ้อน…แต่ก็ไม่ยากเกินที่จะทำความเข้าใจ...เวลาที่พบ กันก็จะรู้สึกดีใจ เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันก็จะรู้สึกสนุก เวลาที่เห็นอีกฝ่ายยิ้มก็มักจะยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว เวลาที่เห็นอีกฝ่ายทำหน้าเศร้าก็ไม่อยากปล่อยให้เป็นแบบนั้น…เรื่องซับซ้อน อย่างความรู้สึกของตัวเอง เมื่อถึงเวลาคำตอบมันก็จะปรากฏออกมาเอง สัญชาตญาณของนักวิทยาศาสตร์บอกเขามาแบบนั้น แต่เอาเข้าจริงแล้วสัญชาตญาณก็เป็นแค่ความรู้สึกเท่านั้นเอง

 

END

+++++++++++++++

ขอออกตัวเลยไม่ได้แต่งฟิคมานานมากแล้ว แถมนี่ยังเป็น Fic KHR เรื่องแรก ภาษาก็เลยติดๆขัดๆไปหมด แถมใช้เวลานานมากกว่าจะออกมาเป็นรูปเป็นร่าง รู้สึกจะสูญเสียความสามารถในการแต่งฟิคไปซะแล้ว (ทั้งในด้านเนื้อหาและการใช้ภาษา) แต่คิดว่าเรื่องคาแรคเตอร์ตัวละครก็มีส่วนอยู่(โทษคาแรคเตอร์ซะ งั้น>>>>ไม่กลัวโดนอ.อามาโนะลงทัณฑ์เลยเนอะ =v='')

โดยนิสัยเวลเด้ในคอมมิคกับอนิเมเป็นอะไรที่ขัดกันบางจุด แถมเป็นจุดใหญ่ด้วย คือ...ในอนิเมพี่ท่านเป็นคนที่ไม่สนใจอะไรรอบตัวจริงๆ ไม่เห็นหัวใครแถมยังขวางโลกขั้นรุนแรงอีก (เกรียน+เนิรด์) ส่วนในคอมมิคก็ยังทำตัวขวางโลกเหมือนเดิม แต่ก็ยังมีปฎิสัมพันธ์กับคนอื่นบ้าง แต่จุดที่ประทับใจจริงๆคือ ในศึกอัลโกบาเล่โน่ที่รบกันแบบตายจริงเจ็บจริง ตอนพวกมุคุโร่ได้รับบาดเจ็บสาหัส เวลเด้ในตอนนั้นดูเป็นห่วงพวกมุคุโร่จริงๆไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์ร่วมกัน แถมยังบอกให้ถอนตัวจากการต่อสู้ไปซะ ซึ่งไม่มีอัลโกบาเล่โน่คนไหนบอกแบบนี้กับตัวแทน เลยเป็นอะไรที่ประทับใจมากว่าคือ...นักวิทยาศาสตร์ก็เหมือนคนธรรมดา คือไม่ได้มีร่างกายเป็นยอดคนเกินมนุษย์เหมือนคนอื่นๆ จึงเห็นค่าของชีวิตมากกว่าพวกที่มีชีวิตอยู่เพื่อการต่อสู้

โดนใจมากเวลเด้!!!

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมาม่อนกับเวลเด้นั้นในอนิเมจะเป็นอะไรที่ เห็นชัดกว่าในคอมมิค คือคู่นี้รู้สึกเขามีsomethingอะไรบางอย่างอยู่ อีเมล์ มือถือ เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ เลขบัญชีธนาคาร ทุกอย่างรู้หมด แต่รู้กันอยู่แค่สองคน อัลโกบาเล่โน่คนอื่นไม่รู้ไม่เห็น มาม่อนสาบสูญ(แต่ติดต่อกับเวลเด้อยู่) เวลเด้เดาใจไม่ถูกติดต่อไม่ได้(แต่มาม่อนสามารถติดต่อได้) มี Something กันชัดๆ!!!! คู่นี้!!!!

 

Talk ได้เวิ่นมาก ถ้ามีโอกาสก็อยากเขียนคู่นี้อีกนะ แต่คิดอีกที...ถ้าจะเขียนคู่นี้นี่ก็คิดหนักนะ เพราะใช้ภาษายากมาก กัดกันแบบเนียนๆตลอด และต้องเนียนแบบฉลาดๆด้วย คนหนึ่งไม่อ่อนหวาน(ไวเปอร์) ส่วนอีกคนไม่อ่อนไหว(เวลเด้) ต่อมความรู้สึกการแสดงอารมณ์ติดลบกันทั้งคู่ ตอนแรกพล๊อตเขียนให้ไวเปอร์ร้องไห้ฟูมฟายแล้วเวลเด้ก็เข้ามาปลอบแล้วพูดขอ โทษ........ซึ่งเขียนไปแล้วเกิดอารมณ์ที่ว่าสองคนนี่มันใครฟร่ะ(ฮา) เลยต้องมานั่งแก้ใหม่หมด ไวเปอร์งกได้ใจ เวลเด้เกรียนได้โล่ อ่า ฟิน >w< อ่าน แล้วทะแม่งๆ ตรงไหนบอกได้นะ จะได้ไปปรับปรุงเรื่องหน้า (ยังจะเขียนอีกเรอะ) แต่ช่วงนี้คงต้องไปวาดรูปลงขุนศึกษาแล้ว สัญญากับรุ่นน้องไว้ว่าจะเล่นด้วย แต่ต้องแต่งฟิคเรื่องนี้ให้เสร็จก่อน (กว่าจะเสร็จ =_='') ยังไงๆก็จะพยายามแต่งออกมาให้อ่านเรื่อยๆหลายๆเรื่อง ยิ่งตอนนี้กำลังบ้า ROTH อยู่ แล้วถ้าตัวละครขุนกับฟิคเรื่องใหม่เสร็จเมื่อไหร่ จะเอามาให้ชมนะครับ ^^

Comment

Comment:

Tweet

คู่นี้มัน!แรร์ไอเทม!!ไรท์เตอร์สุดยอด!!

#1 By Good (171.5.89.120|171.5.89.120) on 2015-01-10 18:39